Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

cosmetic surgery Thailand, plastic surgery Thailand, cosmetic surgery Bangkok, plastic surgery Bangkok, cosmetic laser Thailand, cosmetic laser Bangkok, liposuction Thailand, breast surgery Thailand, eyelid surgery Thailand, facelift surgery Thailand

หมอศัลย์ไฮโซ.........เนรมิตความงามด้วยไฮเทค

'นิเวศ เสริมศีลธรรม' หมอศัลย์มือดีที่แวดวงคนดังและไฮโซ และไกลไปถึงชาวต่างชาติ แห่ใช้บริการ เส้นทางที่เลือกเดิน จากหมอชนบทที่อุทิศชีวิตและเวลามาจนถึงจุดอิ่มตัว พลิกสร้างชื่อในสังคมเมือง -ไต่ระดับความฝันด้วยความท้าทายใหม่ ๆ ให้ตัวเอง จากศัลยกรรมแบบเบสิกสู่ศัลยกรรมความงามด้วยเทคโนโลยี


หนึ่งในตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า ความยากจนไม่ใช่อุปสรรคสำหรับคนที่มุ่งมั่นจะค้นหาความสำเร็จในชีวิต เป็นที่ยอมรับกันว่าคนเราเมื่อแรกพบ สิ่งแรกที่จะประทับใจกันคือ บุคลิก หน้าตา ที่แสดง ออกมาจาก
ภายนอก แต่สำหรับคนที่ไม่เพอร์เฟกต์ การพึ่งหมอมือดีก็เป็นอีกหนึ่งในทางออกที่ ี่หลาย ๆ คนเลือก

วันนี้ smart job ได้โอกาสพูดคุยกับ "นายแพทย์นิเวศ เสริมศีลธรรม" แพทย์ศัลยกรรมความงาม ที่มีลูกค้ามากกว่าครึ่งเป็นชาวต่างประเทศที่บินตรงมาเพื่อให้เจียระไนโดยเฉพาะ และเป็นที่รู้จัก ดีในแวดวงกลุ่มดารา ไฮโซ นักธุรกิจ แม้กระทั่งนักการเมือง ที่ต้องแวะเวียนมาใช้บริการ โดย เฉพาะเมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้ง เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากแม่ยก แม่ม่ายทั้งหลาย

หมอนิเวศ เป็นอดีตแพทย์ศัลยกรรมความงาม คนแรกของโรงพยาบาลยันฮี ปัจจุบันเป็นแพทย์ ศัลยกรรมความงามที่มีชื่อเสียงด้านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผ่าตัดตกแต่งความสวยความงาม ฉบับนี้เราจึงจะพาไปรู้จักเส้นทางอาชีพสู่การเป็นหมอศัลยกรรมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง จนหมอชาวต่างประเทศขอเป็นศิษย์

ความเป็นหมอกับการครีเอทีฟ
ในวัยเด็ก หมอนิเวศเกิดมาในครอบครัวที่เรียกได้ว่ามีฐานะที่ยากจน เป็นลูกคนสุดท้อง ถึงแม้ว่า ความยากจนจะเป็นสิ่งที่ขมขื่น แต่สำหรับเขาแล้ว เปรียบเสมือนแรงขับที่ทรงพลังพลิกสู่ความ ทะเยอทะยานเพื่อหลุดพ้นจากความยากจน โดยใช้การศึกษาเป็นตัวนำ และยังเป็นเหมือนความรับผิดชอบที่เขาต้องเรียนชดเชยให้กับพี่ ๆ ของเขาที่ไม่มีโอกาสเรียน จนกระทั่งวันหนึ่งมีโอกาส พาแม่ไปหาหมอ เมื่อได้เห็นการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีคนป่วยมานั่งรอ เป็นอาชีพที่มีแต่คน รักและตัวก็รู้สึกภูมิใจ เพราะได้ช่วยเหลือคนอื่นให้หายจากทุกข์ 1 ปีหลังจากนั้น เขาจึงตัดสินใจ เลือกเอนทรานซ์เข้าเรียนแพทย์ที่ศิริราช ในช่วงของการ เป็นนักศึกษาแพทย์ที่ศิริราช ณ ที่แห่งนี้ หมอนิเวศซึมซับอย่างลึกซึ้งถึงอาชีพเพราะอาจารย์ปลูกฝังอยู่เสมอว่าการจะเป็นหมอที่ดีได้
จะต้องมี "ความเป็นหมอ"

ความเป็นหมอ คือ "การที่เห็นคนไข้เป็นคน ไม่เห็นคนไข้เป็นวัตถุที่อยู่ บนเตียง ถ้าเห็นคนไข้เป็น
คน หมอจะพูดคุยกับเขา แต่ถ้าหมอเห็นเขาเป็นวัตถุ หมอก็จะแค่ ไปจัดการให้เขาหาย เสร็จแล้วก็จะเดินออกไป โดยไม่คำนึงว่าคนไข้พร้อมให้ลงมือหรือยัง"


เมื่อมหาวิทยาลัยปลูกฝังให้รู้จักกับการเสียสละทำให้หมอนิเวศรู้สึกว่าต้องตอบแทนสังคม เพราะฉะนั้นเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว จึงเลือกไปใช้ทุนที่ อ. ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วยเหลือชาว
บ้านที่อยู่ตามชนบท หลังจากใช้ทุนครบตามกำหนด หมอนิเวศจึงเริ่มมองหาหนทางเรียนต่อเพื่อ เป็นแพทย์เฉพาะทาง ไต่ระดับสู่ความเป็นมืออาชีพที่สูงขึ้น


ในช่วงการทำงานที่เชียงใหม่ ด้วยความเป็นหมอศัลย์ งานส่วนใหญ่ที่นี่จึงเป็นเรื่องของการผ่าตัด การตัดขาทหารที่ถูกกับดักระเบิดอยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่เรียกได้ว่า "ทำลาย" เพราะต้องตัดอวัยวะส่วนที่หายทิ้งไป กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อเพราะทำแต่เรื่องซํ้าๆ แบบเดิมๆ จึงอยากทำอะไรที่เป็น "การประดิษฐ์ " บ้าง ทำในสิ่งที่ไม่ดีให้ดีกว่าเดิม เช่น ปากแหว่งเพดาน
โหว่ หมอนิเวศบอกว่า ศัลยกรรมตกแต่งเป็นก้าวที่สูงขึ้นและดีตรงที่เบ็ดเสร็จเห็นผลทันตา และเป็นเรื่องน่าสนุกเพราะได้ครีเอทีฟ ไม่น่าเบื่อ เพราะต้องคิดหาหลายๆวิธีที่จะทำให้งานๆ หนึ่งสำเร็จ แม้ว่าจะใช้เวลาเรียนเฉพาะทาง ถึง 3 ปี เพื่อไต่สู่ศัลยกรรมตกแต่งที่มากกว่าแค่ ศัลยกรรมแบบเบสิก และแม้ว่าจะรู้สึกว่าตัวเองเก่งแล้ว แต่ทว่าเมื่อได้ออกมาทำงานจริง แล้วรู้สึก กลับตรงกันข้าม"โลกที่เราเห็นกับโลกที่อาจารย์เขาทำ มันคนละโลกกัน สิ่งที่อาจารย์ทำสำเร็จ มันคือผลงานของอาจารย์ ไม่ใช่ผลงานของเรา แต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เราไปยืนอยู่ในตำแหน่ง เดียวกับอาจารย์นั่นแหละคือความจริง" ในตำแหน่งที่อาจารย์ยืนอยู่ คือต้องคิดและตัดสินใจ แต่พอได้มีโอกาสไปยืนในจุดนั้นด้วยตนเองจึงรู้สึกว่า มีปัจจัยให้คิด จะทำหรือไม่ทำอะไรดี ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำแล้วคนไข้จะมีความเสี่ยง


ศาสตร์และศิลป์ช่วยคนให้ยิ้มได้
หมอนิเวศบอกว่า สิ่งที่ได้รับจากการทำงานคือ ความภูมิใจ ความอดทนและทักษะด้านครีเอทีฟ ความภูมิใจของเขาเกิดจากการได้เห็นรอยยิ้มของคนที่มารักษา นิ้วขาดก็สามารถต่อนิ้วได้ หรือ การทำศัลยกรรมให้กับเด็กที่มีปัญหาปากแหว่งเพดานโหว่ "เวลาที่ทำเสร็จ เวลาเด็กยิ้ม พ่อแม่ก็แฮปปี้ เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กก็รู้สึกภูมิใจว่าเราทำได้" หรือคนไข้กลุ่มไฟไหม้น้ำร้อนลวก จะเป็นแผลรั้งไม่สามารถยืดกล้ามเนื้อได้อย่างปรกติ ะรู้สึกว่าเมื่อใดก็ตามที่ทำให้คนไข้เหล่านี้ สามารถยึดกล้ามเนื้อได้เหมือนเดิม ตัวเขาเองก็จะรู้สึกมีความสุขไปด้วย

สำหรับความอดทนที่มีอยู่อย่างน่าทึ่งเกิดจากลักษณะของงาน เพราะในการทำศัลยกรรมแต่ละ
ครั้ง หยุดไม่ได้จนกว่าภารกิจนั้นจะเสร็จ เรียกได้ว่าทำแบบ non stop กันไปเลย ฉะนั้นความอด
ทน จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยหนึ่งในเคสที่ประทับใจคือ การนั่งต่อนิ้วของคนไข้รายหนึ่งที่ขาดทั้ง 4 นิ้วจนสำเร็จ ซึ่งต้องกินเวลาต่อเนื่อง ถึง 18 ชั่วโมง

สุดท้ายคือทักษะด้านครีเอทีฟ เพราะงานศัลยกรรมตกแต่งเป็นลักษณะงานที่ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่เป็นการนำความรู้ที่ได้เรียนมาผสมผสานกับศิลปะ เพราะในเคสหนึ่งอาจทำได้หลายแบบ หลายวิธีขึ้นอยู่กับแบบไหนจะเหมาะสมกับคนไข้คนนั้นมากที่สุด เป็นงานที่ต้องใช้ทั้ง ศาสตร์ และศิลป์ โดยเฉพาะศัลยกรรมเพื่อความงาม เพราะเป็นการทำให้คนที่ปรกติอยู่แล้วดูดีขึ้นไปอีก ต่างกับการทำคนพิการให้หาย ที่สำคัญ ความสวยจะต้องไม่ล้ำเส้นความปลอดภัย ไม่เอาความเสี่ยงไปใส่คนไข้ ต้องมีความพอดี หากล้ำเส้นความปลอดภัยแล้วความสวยก็จะกลาย เป็นความซวยเหมือนกับหลาย ๆ เคสที่เกิดขึ้น

เรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ตั้งสถาบันถ่ายทอดความรู้
หมอนิเวศเล่าว่า ทุกวันนี้เขาก็ยังต้องเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อเพิ่มเติมความรู้ใหม่ ๆ จะหยุดนิ่งไม่
ได้ ปีหนึ่งต้องไปต่างประเทศอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อศึกษาติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัย จะได้นำกลับมาใช้เป็นทางเลือกที่ดี ๆ ให้กับผู้มารับบริการ เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่นำมาใช้มีมาก
มาย เช่น การดึงหน้าด้วยกล้อง เพื่อให้ลูกค้าบอบช้ำน้อยที่สุด เดิมที่อาจต้องใช้เวลาพักฟื้น 1 อาทิตย์ แต่ถ้าใช้เทคนิคใหม่อาจใช้เวลาแค่ 2 วัน ก็สามารถไปทำงานและพบปะผู้คนได้อย่าง
ปรกติ ตลอดระยะเวลาการทำงานในช่วงที่ผ่านมา หมอนิเวศจะให้ความสำคัญกับ 2 สิ่งหลักคือ คำสัญญาและเวลา "ผมจะมองเห็นเวลาของคนอื่นมีค่าเหมือนกับเวลาของผม ถ้าไม่สุดวิสัยจริง ๆ ผมจะไม่ให้คนไข้รอ และสิ่งที่ผมพูดคือสิ่งที่ผมทำได้ ถ้าผมทำไม่ได้ผมจะไม่พูด"
สำหรับเป้าหมายในอนาคตที่หมอนิเวศตั้งไว้คือ การกลับไปเป็นอาจารย์ให้กับโรงพยาบาลวชิระ ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว สิ่งที่เขาตั้งไว้เป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่หลังจาก เกษียณตัวเองออก มาจากธุรกิจ ในอนาคต คือ การก่อตั้งสถาบันด้านศัลยกรรมความงามในระดับประเทศเพื่อถ่ายทอดความรู้
หมอนิเวศตั้งใจเอาไว้ว่า จะให้เป็นสถาบันที่สอนการทำศัลยกรรมเฉพาะด้านความงาม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพราะประเทศไทยเองก็เป็นประเทศที่มีชื่อเสียง ด้านการทำศัลยกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพียงแต่จะนำเอาเทคโนโลยขั้นสูงมาใช้ และในปัจจุบัน มีหมอหลาย ๆ คน แม้แต่หมอจากต่างประเทศมาขอเป็นลูกศิษย์


หมอนิเวศเป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนที่รู้จักตัวเองและค้นหาเส้นทางที่เหมาะสม ด้วยการมอง และบินสูงขึ้นอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อคนที่อยู่รอบตัว อีกด้วย....